top of page

ประวัติผีกองกอยจีน ผีกระโดดสุดหลอนมีที่มาอย่างไร

ประวัติผีกองกอยจีน

ใครที่เติบโตมากับภาพยนตร์สยองขวัญเอเชียยุคคลาสสิก คงคุ้นเคยกับภาพศพใส่ชุดขุนนางกระโดดเข้าหาคนอย่างแน่นอน วันนี้ เรา Mirror tale จะอธิบายในหัวข้อนี้เองครับ ว่าแท้จริงแล้วตำนานนี้มีความเป็นมาที่ซ่อนความน่าเศร้าและประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจเอาไว้อย่างไรบ้าง


สรุป

  • เจียงซือ (Jiangshi) หรือผีกองกอยจีน คือศพที่แข็งทื่อและเต็มไปด้วยพลังงานด้านลบ เคลื่อนที่ด้วยการกระโดดเพราะข้อต่อยึดติด

  • ภาพลักษณ์การสวมชุดขุนนางราชวงศ์ชิง มาจากประเพณีการแต่งกายศพเพื่อให้เกียรติผู้ตายในยุคสมัยนั้น

  • ต้นกำเนิดของตำนานมาจากอาชีพ "คนนำทางศพแห่งเซียงซี" ที่ใช้ไม้ไผ่แบกศพเดินทางข้ามเขาในตอนกลางคืน ทำให้ศพดูเหมือนกำลังกระโดด

  • ผีกองกอยจีน ต่างจากผีกองกอยไทยโดยสิ้นเชิง ทั้งในเรื่องต้นกำเนิด รูปร่าง และเป้าหมายในการล่า

  • ยันต์สีเหลือง ข้าวเหนียวดิบ ดาบเหรียญทองแดง และการกลั้นหายใจ คือวิธีเอาตัวรอดจากเจียงซือตามหลักปรัชญาเต๋าว่าด้วยเรื่องพลังงานหยิน-หยาง


ผีกองกอยจีนหรือเจียงซือคืออะไร

เมื่อพูดถึงผีจีน สิ่งแรกที่หลายคนนึกถึงคือร่างของคนตายที่สวมชุดขุนนางสมัยราชวงศ์ชิง มียันต์สีเหลืองแปะอยู่บนหน้าผาก และเคลื่อนที่ด้วยการกระโดดไปข้างหน้าพร้อมกับยื่นแขนทั้งสองข้างออกมาตรง ๆ ในภาษาจีนกลาง สิ่งนี้ถูกเรียกว่า "เจียงซือ" (Jiangshi) ซึ่งแปลตรงตัวได้ว่า "ศพที่แข็งทื่อ" ครับ


ตามตำนานความเชื่อของชาวจีน เจียงซือคือร่างคนตายที่วิญญาณยังไม่ยอมไปผุดไปเกิด หรือเกิดจากการฝังศพในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสม ทำให้ศพไม่เน่าเปื่อยตามธรรมชาติ แต่กลับดูดซับพลังงานหยิน (พลังงานด้านมืดหรือความตาย) จากดวงจันทร์จนฟื้นคืนชีพขึ้นมาในสภาพที่แข็งทื่อ พวกมันไม่มีความนึกคิด ขยับข้อต่อไม่ได้ จึงต้องใช้วิธีกระโดดในการเคลื่อนที่ และมักจะออกล่าในเวลากลางคืนเพื่อดูดกลืนพลังชีวิตหรือ "ชี่" จากสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ เพื่อรักษาสภาพร่างกายของตนเองเอาไว้ครับ ซึ่งในมุมมองของคนรุ่นใหม่ การที่ศพต้องออกตามหาพลังชีวิต ก็เปรียบเสมือนสัญชาตญาณดิบของการดิ้นรนเอาชีวิตรอดที่หลงเหลืออยู่ในร่างกายนั่นเองครับ



ผีกองกอยจีน ข้อมูล

ทำไมผีจีนถึงต้องใส่ชุดขุนนางราชวงศ์ชิง

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเจียงซือถึงไม่ใส่ชุดชาวบ้านธรรมดา แต่กลับใส่ชุดขุนนางเต็มยศอยู่ตลอดเวลา คำตอบของเรื่องนี้ซ่อนอยู่ในค่านิยมและประเพณีการทำศพของชาวจีนในยุคราชวงศ์ชิงครับ ในสมัยนั้น การแสดงความกตัญญูและให้เกียรติผู้ที่ล่วงลับไปแล้วถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากที่สุด ครอบครัวที่มีฐานะมักจะสั่งตัดชุดศพที่ดูภูมิฐาน คล้ายคลึงกับชุดของขุนนางหรือข้าราชการระดับสูง เพื่อให้ผู้ตายได้สวมใส่เดินทางไปสู่ปรโลกด้วยความสง่างามและมีหน้ามีตาครับ


เมื่อเรื่องราวของเจียงซือถูกนำมาดัดแปลงเป็นวรรณกรรมและภาพยนตร์ในยุคหลัง ผู้สร้างจึงหยิบเอาภาพจำของชุดศพในยุคราชวงศ์ชิงมาใช้เป็นสัญลักษณ์หลัก เพราะนอกจากจะสื่อถึงความเป็นความตายตามประวัติศาสตร์ได้ชัดเจนแล้ว รูปแบบของชุดที่มีสีเข้ม คอปกตั้งสูง และแขนเสื้อที่ยาวรุ่มร่าม ยังช่วยสร้างบรรยากาศที่ดูลึกลับ น่าเกรงขาม และเสริมให้ท่าทางการกระโดดยื่นแขนดูน่าสะพรึงกลัวมากยิ่งขึ้นในสายตาของผู้ชมครับ


อาการศพแข็งจนต้องกระโดดคือเรื่องจริงหรือแค่เรื่องเล่า

หากเรามองผ่านเลนส์ของวิทยาศาสตร์และกระบวนการทางการแพทย์ อาการศพแข็งทื่อ หรือ Rigor Mortis คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงตามธรรมชาติเมื่อสิ่งมีชีวิตเสียชีวิตลงครับ กล้ามเนื้อทั่วร่างกายจะหดเกร็งและแข็งตัว ทำให้ไม่สามารถงอแขนขาหรือขยับข้อต่อได้ตามปกติ ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะทางกายภาพของเจียงซือที่ถูกบันทึกไว้ในตำนานโบราณอย่างน่าประหลาดใจ


อย่างไรก็ตาม การที่ศพแข็งทื่อแล้วลุกขึ้นมากระโดดได้นั้น เป็นการผสมผสานระหว่างความกลัวตามธรรมชาติของมนุษย์ที่มีต่อความตาย และเรื่องเล่าพื้นบ้านที่ถูกส่งต่อกันมาครับ ในยุคที่วิทยาศาสตร์ยังไม่เจริญก้าวหน้า การพบเห็นศพที่มีลักษณะผิดแปลกไปจากปกติ เช่น เล็บยาวขึ้น หรือผมยาวขึ้น (ซึ่งแท้จริงแล้วเกิดจากการที่ผิวหนังเหี่ยวและหดตัวลง) ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้คนในยุคนั้นจินตนาการไปถึงเรื่องเหนือธรรมชาติ และสร้างเรื่องราวของศพคืนชีพที่ต้องกระโดดไปมาเพราะข้อต่อแข็งทื่อขึ้นมาเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ที่พวกเขาไม่เข้าใจครับ


ที่มาของพิธีกรรมขนศพกลับบ้านเกิด

จุดเริ่มต้นที่แท้จริงของตำนานเจียงซือนั้น ไม่ได้มาจากเวทมนตร์หรือปีศาจร้ายครับ แต่มันมาจากความโศกเศร้าและความรักที่คนเป็นมีต่อคนตาย ประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของผีกระโดดเกี่ยวข้องกับอาชีพหนึ่งที่เรียกว่า "คนนำทางศพแห่งเซียงซี" (Xiangxi ganshi) ในอดีต ประเทศจีนมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล ผู้ชายหลายคนต้องเดินทางจากบ้านเกิดเมืองนอนไปทำงานใช้แรงงานในต่างมณฑล และหลายครั้งที่พวกเขาต้องจบชีวิตลงในต่างแดนจากอุบัติเหตุ โรคระบาด หรือความอดอยากครับ


ตามความเชื่อดั้งเดิมของชาวจีน ศพจะต้องถูกฝังในบ้านเกิดของตนเอง เพื่อให้วิญญาณสงบสุขและสามารถรับการเซ่นไหว้จากลูกหลานได้ แต่ในยุคที่ไม่มีระบบขนส่งที่ทันสมัย การเคลื่อนย้ายศพข้ามภูเขาและระยะทางหลายร้อยกิโลเมตรเป็นเรื่องที่ยากลำบากและมีค่าใช้จ่ายสูงมาก จึงเกิดอาชีพคนนำทางศพ หรือนักบวชเต๋าที่รับจ้างนำพาร่างของผู้เสียชีวิตกลับคืนสู่ครอบครัวครับ


วิธีการนำทางศพทำให้ผีกระโดดได้อย่างไร

เทคนิคที่นักบวชเต๋าใช้ในการเคลื่อนย้ายศพนี่เองครับ ที่เป็นต้นกำเนิดของภาพจำเจียงซือกระโดด เนื่องจากต้องขนย้ายศพทีละหลายร่าง นักบวชจะนำไม้ไผ่ลำยาวและแข็งแรงสองลำ มาสอดเข้าใต้แขนของศพที่ถูกจัดให้อยู่ในท่ายืนยื่นแขนไปข้างหน้า จากนั้นนักบวชสองคนจะแบกปลายไม้ไผ่ทั้งสองด้านไว้บนบ่า แล้วออกเดินเท้าไปตามเส้นทางทุรกันดารครับ


ด้วยความยืดหยุ่นของไม้ไผ่ เมื่อนักบวชก้าวเดิน จังหวะการก้าวจะทำให้ไม้ไผ่กระเพื่อมขึ้นลง ส่งผลให้ร่างของศพที่ถูกมัดติดอยู่เด้งขึ้นลงตามไปด้วย เมื่อมองจากระยะไกลในยามค่ำคืนท่ามกลางสายหมอก ประกอบกับเสียงกระดิ่งที่นักบวชสั่นเพื่อเตือนให้ชาวบ้านหลบทาง ภาพที่คนทั่วไปเห็นจึงกลายเป็นภาพของขบวนศพที่กำลังกระโดดเรียงแถวตามกันมาอย่างเป็นจังหวะ นี่คือภาพสะท้อนของความจริงที่ถูกเคลือบด้วยความเร้นลับ จนกลายมาเป็นตำนานที่ทรงพลังถึงปัจจุบันครับ


ผีกองกอยจีน

เจียงซือในตำนานเทียบกับผีกองกอยไทย

แม้คนไทยจะคุ้นเคยกับการเรียกเจียงซือว่า "ผีกองกอยจีน" แต่แท้จริงแล้ว หากเรานำตำนานของทั้งสองชาติมาเทียบกัน จะพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในเชิงบริบททางวัฒนธรรมครับ เราได้สรุปความแตกต่างที่น่าสนใจมาให้ดูในตารางเปรียบเทียบนี้ครับ

ประเด็นเปรียบเทียบ

เจียงซือ (ผีกระโดดจีน)

ผีกองกอย (ตำนานไทย)

ที่มาและตัวตน

ศพมนุษย์ที่ตายแล้วฟื้นคืนชีพ ร่างกายแข็งทื่อ

ภูตผีหรืออมนุษย์ในป่า มีขาเดียว ปากเป็นท่อ

ลักษณะการเคลื่อนที่

กระโดดด้วยสองขาพร้อมกัน แขนยื่นไปข้างหน้า

กระโดดด้วยขาเดียว ส่งเสียงร้อง "กองกอย"

เป้าหมายในการล่า

ดูดพลังชีวิต (ชี่) จากลมหายใจของมนุษย์

ดูดเลือดจากนิ้วเท้าของคนที่นอนหลับในป่า

แหล่งที่อยู่อาศัย

สุสาน, ถ้ำ, สถานที่ที่มีพลังงานหยินสูง

ป่าลึก, ดงดิบ, บริเวณที่คนไม่ค่อยเข้าถึง

วิธีรับมือ

ยันต์เต๋า, ดาบเหรียญทองแดง, ข้าวเหนียว, กลั้นหายใจ

นอนไขว้ขาซ่อนนิ้วเท้า, ก่อกองไฟ, คาถาอาคมพื้นบ้าน

จากตารางจะเห็นได้ว่า แม้ทั้งคู่จะใช้วิธีการกระโดดในการเคลื่อนที่เหมือนกัน ซึ่งเป็นเหตุผลหลักที่คนไทยในอดีตนำชื่อผีกองกอยมาใช้เรียกเจียงซือเพื่อให้เข้าใจง่าย แต่ในแง่ของรากฐานความเชื่อ เจียงซือผูกพันกับปรัชญาเต๋าและการจัดการศพอย่างลึกซึ้ง ในขณะที่ผีกองกอยของไทยสะท้อนถึงความเกรงกลัวต่อความลี้ลับของป่าดงดิบครับ


วิธีเอาตัวรอดเมื่อเจอผีกระโดดตามตำนานโบราณ

หากคุณหลุดเข้าไปในโลกของภาพยนตร์เจียงซือ การรู้เคล็ดลับวิชาจากนักบวชเต๋าคือทางรอดเดียวที่มีครับ ตำนานได้ระบุถึงจุดอ่อนและอาวุธที่สามารถใช้ต่อกรกับผีดิบเหล่านี้ไว้หลายวิธี ซึ่งแต่ละวิธีล้วนแฝงไปด้วยหลักการทางความเชื่อเกี่ยวกับพลังงานหยินและหยางครับ


  • ยันต์สีเหลืองสะกดวิญญาณได้ : ยันต์สีเหลืองที่เขียนด้วยชาดสีแดง (เลือดไก่หรือหมึกแดงผสมแร่ธาตุ) ถือเป็นของขลังขั้นสูงสุด อักษรบนยันต์คือโองการจากสวรรค์หรือคำสั่งของเทพเจ้า เมื่อนำไปแปะที่หน้าผากของเจียงซือ พลังงานศักดิ์สิทธิ์จะเข้าไปสกัดกั้นพลังงานหยินที่ขับเคลื่อนศพ ทำให้ศพหยุดนิ่งและกลับสู่สภาพไร้วิญญาณชั่วคราวครับ

  • การกลั้นหายใจช่วยพรางตัว : ตามตำนาน เจียงซือตาบอดและใช้การดมกลิ่นพลังชีวิตหรือ "ชี่" ที่ปะปนออกมากับลมหายใจของมนุษย์ในการค้นหาเหยื่อ การกลั้นหายใจจึงเปรียบเสมือนการปิดสวิตช์เครื่องติดตาม ทำให้เจียงซือมองไม่เห็นและกระโดดผ่านเราไป นี่เป็นกลวิธีเอาตัวรอดสุดคลาสสิกที่เรามักจะลุ้นระทึกตามเสมอเวลาดูภาพยนตร์ครับ

  • ข้าวเหนียวดิบและดาบไม้เหรียญทองแดง : ข้าวเหนียวดิบถูกเชื่อว่าเป็นตัวแทนของพลังงานหยาง (แสงสว่างและความร้อน) เมื่อสาดใส่เจียงซือที่เป็นพลังงานหยิน จะเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงจนผิวหนังของศพไหม้พอง ส่วนดาบไม้ที่ร้อยด้วยเหรียญทองแดงโบราณนั้น ได้รับพลังงานจากการเปลี่ยนผ่านมือผู้คนมากมาย และรูปทรงของเหรียญที่มีรูตรงกลางสี่เหลี่ยม ขอบกลม ยังเป็นสัญลักษณ์ของฟ้าและดิน จึงมีพลังในการชำระล้างสิ่งชั่วร้ายได้อย่างเด็ดขาดครับ


Q&A

Q : ผีกองกอยจีนมีอยู่จริงไหมในปัจจุบัน?

A : ในแง่ของศพที่กระโดดไล่กัดคนนั้นไม่มีอยู่จริงครับ แต่ประวัติศาสตร์เบื้องหลังอย่างพิธีการนำทางศพแห่งเซียงซีนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงในอดีต ปัจจุบันประเพณีนี้เลือนหายไปแล้วตามกาลเวลาและการพัฒนาของระบบขนส่งครับ

Q : ทำไมคนไทยถึงเรียกเจียงซือว่าผีกองกอยจีน?

A : ในยุคที่ภาพยนตร์ฮ่องกงเข้ามาฉายในไทยแรก ๆ นักพากย์ไทยเห็นว่าลักษณะการเคลื่อนที่ด้วยการกระโดดของเจียงซือนั้น คล้ายคลึงกับพฤติกรรมของผีกองกอยในตำนานพื้นบ้านของไทย จึงเลือกใช้คำนี้เพื่อให้ผู้ชมคนไทยเข้าใจและเห็นภาพได้ง่ายที่สุดครับ

Q : เจียงซือกินเลือดเหมือนแวมไพร์ตะวันตกหรือเปล่า?

A : ตามตำนานดั้งเดิม เจียงซือไม่ได้ต้องการเลือดเป็นอาหารหลักเหมือนแวมไพร์ตะวันตกครับ แต่พวกมันต้องการสูบ "ชี่" หรือพลังชีวิตจากลมหายใจของมนุษย์เพื่อทำให้ร่างของตนเองแข็งแกร่งและไม่เน่าเปื่อย ทว่าในภาพยนตร์ยุคหลังมีการดัดแปลงให้เจียงซือมีลักษณะคล้ายแวมไพร์มากขึ้นเพื่อเพิ่มอรรถรสความสยองขวัญครับ


ทางเรา Mirror tale หวังว่าบทความนี้จะช่วยคลายความสงสัย และทำให้ทุกคนได้เห็นมุมมองที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเบื้องหลังความน่ากลัวของตำนานเจียงซือนะครับ

ความคิดเห็น


ไม่สามารถแสดงความคิดเห็นในโพสต์นี้ได้แล้ว เพื่อรับทราบข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อเจ้าของเว็บไซต์

Mirror Tale เป็นพื้นที่ของคนชอบเรื่องเล่า และเรื่องลาวลี้ลับโดยเฉพาะ

บล็อกดูแลโดย คุณ วราพรรณ ทื้งโคตร

  • Facebook
bottom of page